โลโก้สำนักงานกฎหมายธาดาภูมิ บานชื่น
สำนักงานกฎหมายธาดาภูมิ บานชื่น Thadaphum Law Firm
‹ บทความทั้งหมด

กฎหมายแรงงาน

สิทธิลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

10 กรกฎาคม 2569 • อ่าน 7 นาที • โดยสำนักงานกฎหมายธาดาภูมิ บานชื่น

การเลิกจ้างที่เป็นธรรมกับไม่เป็นธรรมต่างกันอย่างไร

การถูกเลิกจ้างเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้ลูกจ้างจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อไม่แน่ใจว่าตนเองมีสิทธิเรียกร้องอะไรได้บ้าง กฎหมายแรงงานไทยมิได้ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยเด็ดขาด นายจ้างมีสิทธิบริหารจัดการองค์กรและเลิกจ้างได้ตามความจำเป็นทางธุรกิจ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ทั้งในแง่ของการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และในแง่ของ "ความเป็นธรรม" ของเหตุผลในการเลิกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยศาลแรงงาน

ลูกจ้างจึงควรแยกให้ออกระหว่างสองประเด็นที่มักถูกเข้าใจปะปนกัน คือ (1) สิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากการเลิกจ้างเกือบทุกกรณี ไม่ว่าการเลิกจ้างนั้นจะเป็นธรรมหรือไม่ก็ตาม และ (2) สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการ "เลิกจ้างไม่เป็นธรรม" ซึ่งเป็นคนละเรื่องและต้องพิสูจน์เหตุผลของการเลิกจ้างต่อศาลแรงงานแยกต่างหาก บทความนี้จะอธิบายสิทธิทั้งสองส่วนอย่างละเอียด

ค่าชดเชยตามอายุงาน มาตรา 118

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง โดยอัตราค่าชดเชยขึ้นอยู่กับอายุงานต่อเนื่อง กล่าวโดยสรุปคือ ลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ทำงานครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับเท่ากับค่าจ้าง 90 วัน ทำงานครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับเท่ากับค่าจ้าง 180 วัน ทำงานครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับเท่ากับค่าจ้าง 240 วัน ทำงานครบ 10 ปีแต่ไม่ครบ 20 ปี ได้รับเท่ากับค่าจ้าง 300 วัน และทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับเท่ากับค่าจ้าง 400 วัน

สิทธิได้รับค่าชดเชยนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายบังคับไว้ นายจ้างไม่สามารถทำข้อตกลงยกเว้นหรือลดทอนสิทธิดังกล่าวล่วงหน้าได้ แม้ในสัญญาจ้างจะระบุไว้เป็นอย่างอื่นก็ตาม ข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานในส่วนนี้ย่อมไม่มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม ค่าชดเชยจะไม่เกิดขึ้นในบางกรณีตามที่กฎหมายยกเว้นไว้ ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

ค่าตกใจ กรณีไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

นอกจากค่าชดเชยตามอายุงานแล้ว กฎหมายยังคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง ตามมาตรา 121 นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างให้พนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันเลิกจ้าง

หากนายจ้างไม่แจ้งล่วงหน้าตามกำหนดเวลาดังกล่าว หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด นายจ้างต้องจ่าย "ค่าตกใจ" หรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติ ในอัตราเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน สิทธิในส่วนนี้เป็นคนละส่วนกับค่าชดเชยตามมาตรา 118 ลูกจ้างจึงอาจมีสิทธิได้รับทั้งสองส่วนพร้อมกันหากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย

แม้ลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมเสมอไป พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิจารณาว่าการเลิกจ้างนั้น "เป็นธรรม" หรือไม่ โดยพิจารณาจากเหตุผลและความจำเป็นในการเลิกจ้าง ความเสียหายที่นายจ้างได้รับ และพฤติการณ์แวดล้อมอื่น ๆ ประกอบกัน หากศาลเห็นว่าการเลิกจ้างนั้นไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างตั้งครรภ์ เลิกจ้างเพราะลูกจ้างใช้สิทธิร้องเรียนโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่แท้จริงรองรับ ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ผลของคำวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมโดยได้รับค่าจ้างในอัตราเดิม หรือหากเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลจะกำหนดค่าเสียหายให้นายจ้างจ่ายแทนการรับกลับเข้าทำงาน โดยคำนวณจากอายุงาน อายุของลูกจ้าง ความเดือดร้อนที่ได้รับ และเหตุแห่งการเลิกจ้าง ซึ่งค่าเสียหายส่วนนี้เป็นคนละส่วนกับค่าชดเชยตามมาตรา 118 โดยสิ้นเชิง

ช่องทางเรียกร้องสิทธิ – กรมสวัสดิการฯ หรือศาลแรงงาน

ลูกจ้างที่ไม่ได้รับค่าชดเชยหรือค่าตกใจตามกฎหมายมีสองช่องทางหลักในการเรียกร้องสิทธิ ช่องทางแรกคือการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่จำเป็นต้องมีทนายความ พนักงานตรวจแรงงานจะทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินตามสิทธิ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ลูกจ้างสามารถนำคำสั่งไปบังคับคดีได้ต่อไป

ช่องทางที่สองคือการฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน ซึ่งเหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะ เนื่องจากพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นความเป็นธรรมของการเลิกจ้าง มีเพียงศาลแรงงานเท่านั้นที่มีอำนาจนี้ การฟ้องคดีต่อศาลแรงงานไม่มีค่าธรรมเนียมศาลและมีกระบวนพิจารณาที่รวดเร็วกว่าคดีแพ่งทั่วไป ลูกจ้างจึงควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินว่าคดีของตนควรใช้ช่องทางใดจึงจะได้รับความคุ้มครองสิทธิอย่างเต็มที่

กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นบางกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เช่น ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมโดยนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว หรือละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ข้อสำคัญคือ แม้จะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 แต่หากเหตุผลของนายจ้างไม่หนักแน่นเพียงพอหรือไม่เป็นความจริง ลูกจ้างยังคงมีสิทธิโต้แย้งและนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ ภาระการพิสูจน์ว่าลูกจ้างกระทำผิดตามข้อยกเว้นนั้นตกอยู่แก่นายจ้างเป็นผู้กล่าวอ้าง ลูกจ้างจึงไม่ควรเข้าใจผิดว่าการถูกกล่าวหาเพียงอย่างเดียวจะทำให้เสียสิทธิไปโดยอัตโนมัติ

🧩 ตัวอย่างสถานการณ์

นางสาวศิริพรทำงานเป็นพนักงานบัญชีในบริษัทแห่งหนึ่งมาเป็นเวลา 5 ปี วันหนึ่งบริษัทแจ้งเลิกจ้างทันทีโดยอ้างเหตุ "ปรับโครงสร้างองค์กร" แต่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าและไม่ได้จ่ายค่าชดเชยใด ๆ ทั้งที่นางสาวศิริพรทำงานมาครบ 5 ปีแล้ว ซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 180 วัน นางสาวศิริพรจึงยื่นคำร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานได้ไต่สวนและมีคำสั่งให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายพร้อมค่าตกใจจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าลูกจ้างมีช่องทางเรียกร้องสิทธิได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้อง หากรู้จักใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นเป็นกรณีสมมติขึ้นเพื่อประกอบการอธิบายหลักกฎหมายเท่านั้น มิได้อ้างอิงจากคดีจริงหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์จริงถือเป็นความบังเอิญ

สรุปท้ายบทความ

ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธิตามกฎหมายอยู่หลายชั้น ทั้งค่าชดเชยตามอายุงาน ค่าตกใจกรณีไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหากการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรม การเข้าใจสิทธิเหล่านี้อย่างถูกต้องจะช่วยให้ลูกจ้างสามารถตัดสินใจได้ว่าควรดำเนินการอย่างไรเมื่อถูกเลิกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือการฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน หากท่านกำลังเผชิญกับสถานการณ์ถูกเลิกจ้างและไม่แน่ใจในสิทธิของตนเอง การปรึกษาทนายความโดยเร็วจะช่วยให้ท่านไม่พลาดกำหนดเวลาและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มที่

ถูกเลิกจ้างและต้องการคำปรึกษา?

สำนักงานกฎหมายธาดาภูมิ บานชื่น ให้บริการด้านคดีแรงงาน ตรวจสอบสิทธิค่าชดเชย และดำเนินคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ติดต่อปรึกษาเราได้ทันที

← กลับหน้าแรก